หลังจากลาผู้ที่มาส่งมากมาย (อบอุ่น เป็นปลื้ม) เดินเข้าไปข้างใน แปลกแฮะ เดินทางครั้งนี้ไม่รู้สึกตื่นเต้น รู้สึกเฉยๆ ครั้งที่แล้วตื่นเต้นมาก กลัวไปหมด สวดมนต์ตลอด แต่ครั้งนี้ไม่เป็น รู้สึกเฉยๆ สงสัยจะเริ่มชิน แต่ก็สวดมนต์ตอนเครื่องบินจะขึ้น ทั้งคืนก็หลับๆ ตื่นๆ อยู่บนเครื่องบิน ได้นอนบ้างเหมือนกัน สักพักเขาก็เสริฟอาหาร หิวมาก กินเสร็จเขายังไม่ทันมาเก็บถาดอาหารก็ม่อยกะร่อก หลับไปแล้ว ตอนแรกต้องนั่งกับคู่สามีภรรยาทั้งแถวสามคน คุณแอร์ใจดีเลยบอกให้ย้ายมาข้างหลังถัดไปอีกแถวนึง เพราะมีผู้ชายนั่งอยู่คนเดียวทั้งแถว รู้สึกผิดเหมือนกันที่ทำให้แกไม่ได้นอนยาว แต่ก็ดีสำหรับเรา ได้ไม่ต้องเบียดมาก ขอบคุณนะคร้าบบ
มาถึงสนามบินเมื่อวานนี้ตอนเจ็ดโมงครึ่ง กว่าจะได้ออกมาก็เกือบแปดโมงครึ่ง เดินจากงวงช้างถึงที่ตรวจพาสปอร์ตไกลมาก พอตอบคำถามคุณพนักงาน (แขก) เสร็จก็เดินไปหยิบกระเป๋า พอได้รถเข็นแล้วเดินไปที่สายพาน กระเป๋าเราก็มาพอดี ประจวบเหมาะมากๆ แล้วพอออกมาก็ต้องเดินไปไกลพอสมควรเพื่อจะขึ้นรถโค้ชไปออกซฟอร์ด ใช้เวลาไม่นาน ประมาณชั่วโมงนึง รถนั่งสบายมาก ร้อนไปนิดเพราะเขาไม่เปิดแอร์!
อากาศตอนเช้าขมุกขมัว ท้องฟ้ามีแต่เมฆเหมือนเอาผ้าห่มหนาๆ มาคลุมไว้ นี่แหละ อังกฤษของจริง เห็นฟ้าแล้วอยากจะเอามือแหวกเมฆ ควานหาพระอาทิตย์ "เอาพระอาทิตย์ของฉันคืนมา" นึกถึงคำพูดของครูโก้ว่า ขอให้อาทิตย์ (คือเรา) มาส่องแสงที่นี่แทน
แป๊บเดียวรถก็มาถึงออกซฟอร์ด พอจำบรรยากาศตอนที่เคยมาครั้งแรกเมื่อสองปีก่อนได้ซึมทราบ ลงรถที่สถานีรถบัส ก้มลงดูคำแนะนำที่หอพักเขาส่งมาให้ เขาบอกว่าจะขึ้นแท็กซี่หรือรถเมล์ก็ได้ แต่รถเมล์ต้องเดินนิดนึง ตอนแรกนึกว่าจะขึ้นแท็กซี่แล้ว แต่สุดท้ายตัดสินใจไม่ขึ้นเพราะเสียดายตังค์ อุตส่าห์ลากพากระเป๋าหนักๆ สามใบไปจนถึงป้ายรถเมล์ โชคดีว่าต่อมความโง่ไม่ทำงานมาก เลยขึ้นรถเมล์ถูกสาย พอนั่งมาแป๊บนึงรู้สึกตัดสินใจถูกที่ไม่ขึ้นแท็กซี่ เพราะมันไม่ไกลจากสถานีรถเลย ใกล้มาก แล้วคุณลุงคนขับรถเมล์ก็ใจดี หยุดรถให้เรายกกระเป๋าสบายๆ
ลงรถหน้าหอพักพอดีเลย เป็นบ้านตึกประมาณสามหรือสี่ชั้นนี่แหละ ชื่อ North Oxford Overseas Centre มีสองตึกคือ ที่เลขที่ 107 กับ 117 ซึ่งเป็นสำนักงานใหญ่ ที่จริงคนที่มาถึงต้องไป 117 ก่อน แต่ไม่รู้เลยลงรถที่ 107 พร้อมกระเป๋าหนักๆ สามใบ โชคดีว่าที่ 107 มีคนอยู่เป็นสาวฮ่องกง ชื่อ Joyce เขาบอกว่าฝากของไว้ก่อนก็ได้ ไปหาเจ้าหน้าที่ที่ 117 ค่อยกลับมา
แล้วเจ้าหน้าที่ก็พาเดินกลับมา ชื่อคุณแดเนียล ถามเราว่านามสกุลอ่านว่าไง พอเราออกเสียงให้ฟัง เขาบอกแปลกดี ฟังดูไม่เหมือนที่เราเขียน แล้วก็ถามว่ารู้เรื่องพม่าบ้างหรือเปล่า เราก็บอกโทษที มัวแต่ยุ่งเรื่องเตรียมตัว ไม่ค่อยได้ตามข่าว แล้วเขาก็พูดว่าเนี่ย "อดีตประธานาธิบดีของยูก็อยู่ที่นี่นะ" เหอะๆ เขาหมายถึงอีตาขนมสาลี่ตราจานดาวเทียมน่ะ
คุณแดเนียลก็เปิดห้องให้ แล้วก็แนะนำว่าอะไรอยู่ตรงไหน ห้องพักดีมากเลย กว้างแล้วก็หน้าต่างใหญ่ มองออกไปเห็นถนน วิวดี อากาศยังไม่หนาวมากอย่างที่กลัว แต่ก็ยังคิดว่าน่าจะเอาแจ็คเก็ตสบายๆ มาอีกสักตัว เขาใจดีมาก ให้อาหารเช้า ชากาแฟหนึ่งชุด แล้วก็พาลงไปดูตู้เย็น มีช่องที่เขียนว่าเป็นที่สำหรับเรา มีขนมปังวางไว้ด้วย เราก็งงว่าของใคร คุณแดเนียลบอกว่า อ๋อ เราให้คุณครับ น่ารักจังหอพักนี้
พอคุณแดเนียลไปก็ต่ออินเตอร์เน็ตก่อนเลย เสพติดมากๆ พยายามปล้ำอยู่นานก็ต่อได้สำเร็จ เขาต้องมีพาสเวิร์ดอะไรด้วย แล้วเครื่องเราเป็นวินโดว์วิสต้า เลยยุ่งนิดหน่อย พอต่อเสร็จ คุยกับเพื่อนเป็นที่พอใจก็ค่อยๆ จัดของ หิวมาก กะว่าจะหุงข้าว แต่.. พอเสียบปลั๊กพ่วงที่ซื้อมาจากเมืองไทยเข้าไป ปลั๊กระเบิดเลย ทำให้ไฟเขาดับทั้งตึก น่าขายหน้ามาก มาถึงก็ก่อวีรกรรมซะแล้ว แต่สรุปคือ เซฟทีคัทน่าจะตัดเฉยๆ เพราะแป๊ปเดียวก็ไฟมา หิหิ ถ้าเขารู้ว่าเราทำ สงสัยจะไล่ออกแน่ เลยรีบเอาปลั๊กไปซ่อนใหญ่ กลัวเขามาตรวจเจอ
ค่อยๆ เก็บของไปเรื่อยๆ แล้วก็จัดหิ้งพระด้วย ฮิฮิ เชิญเสด็จมาเพียบเลย
รู้สึกหิวขึ้นมาตะหงิดๆ แต่ซูเปอร์มาเก็ตต้องเดินไปตั้งไกล แล้วก็ยังจัดของอะไรไม่เสร็จ ก็เลยควักเอาขนมปังที่จิ๊กมาจากบนเครื่องบินมากินกับเนสวีต้าแล้วก็ไข่เค็ม (โถ ชีวิต... เศร้าซะมิมี)
พอสี่โมงกว่าๆ ก็ออกไปซื้อของมาทำกิน ตอนแรกเดินเข้าไปใน Mark and Spencer ดูไฮโซเกินไปสำหรับเรา เลยเดินออกไปเข้าอีกร้านแทน ไม่ค่อยมีไรน่าซื้อเท่าไหร่ เลยกะว่าจะพยายามหุงข้าว แล้วก็ทอดไข่ละกัน กินกับหมูหยองด้วย (วันนี้กินไข่ไปตั้งห้าฟองแน่ะ มันขึ้นแน่ๆ) เบ็ดเสร็จจ่ายของไปเก้าปอนด์กว่าๆ ครูบอกว่าอย่าคิดเป็นเงินไทย ไม่งั้นชีวิตจะไม่มีความสุข
กลับมาก็พยายามหุงข้าว โชคดีมากๆ หม้อหุงข้าวที่พี่ใจดีซื้อมาให้เวิร์กดี จากนั้นก็ทอดไข่กับหอมใหญ่ พอดีมีหนุ่มฮังกาเรียนมาคุยด้วย พอดีเขาเรียนเทววิทยา พอกันกะเราที่ศึกษาศาสนา พอรู้ว่าเป็นพุทธ พี่แกซักเรื่องนิพพานใหญ่ โอ้ว เราก็เลยต้องฟุตฟิตฟอไฟ อธิบายเรื่องนิพพาน สุญญตา ปฏิจจสมุปบาทเป็นภาษาอังกฤษ สงสารเขาจังเพราะเรื่องนี้มันชวนงงอยู่แล้ว เจอภาษาอังกฤษเราเข้าไป เขาอาจจะยิ่งงงเลยก็ได้ คุยซะจนลืมกินข้าวไปเลย
กินข้าวล้างจานเสร็จก็ขึ้นห้องพัก อาบน้ำอาบท่าแล้ว สวดมนต์ จะหลับทั้งๆ สวดนั่นแหละ ตกประมาณสามทุ่มของที่นี่ ก็ประมาณตีสามบ้านเรา ตาจะปิด เลยขอตัวนอนดีกว่า... หลับสบายมาก
ขอบคุณทุกๆ คนสำหรับความช่วยเหลือทั้งกำลังกาย กำลังใจ กำลังทรัพย์นะครับ แล้วจะส่งข่าวเรื่อยๆ
No comments:
Post a Comment